วัตถุประสงค์
การกำหนดแนวเส้นทาง

เนื่องจากการแนวคิดในการพัฒนาโครงการ ให้ศึกษาเพื่อกำหนดแนวเส้นทางใหม่ ที่ได้มาตรฐานทางหลวง จากกะทู้สู่ป่าตอง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ให้กับประชาชนผู้ใช้ทาง เนื่องจากถนน 4029 เป็นทางที่เสี่ยงกับเกิดอุบัติเหตุซึ่งมีมากถึง โดยเฉพาะเมื่อมีฝนตก  ที่ปรึกษาได้นำเสนอแนวทางเลือกที่เป็นไปได้ จำนวน 3 แนวทางเลือก ในการประชุมสัมมนาครั้งที่1 ดังแสดงในรูปที่ 1 ซึ่งผลจากการประชุมดังกล่าว ได้มีข้อคิดเห็นของประชาชนที่เข้าร่วมประชุมต่อแนวทางเลือกที่ที่ปรึกษาเสนอในเรื่องพื้นที่อ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากแนวทางเลือกที่ 1 และ 2 มีแนวอุโมงค์ลอดใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์  ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนในการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ ดังนั้นที่ปรึกษาจึงได้ทำการปรับปรุงแนวทางเลือกที่ 2 โดยเบี่ยงแนวอุโมงค์ขึ้นไปด้านบนเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แล้วจึงเข้าบรรจบกับแนวทางเลือกที่ 2 ก่อนข้าม ถนนพิศิษฐ์กรณีย์ และกำหนดให้เป็นแนวทางเลือกที่ 4 ของโครงการ  สำหรับแนวทางเลือกที่ 1 นั้นไม่เหมาะสมที่จะปรับปรุงเนื่องจากจะต้องเบี่ยงขึ้นด้านบนด้วยระยะทางที่ไกลมากจึงจะสามารถหลีกเลี่ยงการลอดใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ดังแสดงในรูปที่ 2



รูปที่ 1  แนวเส้นทางที่เป็นไปได้เบื้องต้นที่นำเสนอในการประชุมปฐมนิเทศโครงการ

รูปที่ 2  แนวเส้นทางที่ปรับตามผลการประชุมปฐมนิเทศโครงการ

ที่ปรึกษาได้เข้าพบประชาชนในพื้นที่โดยการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 พบว่าประชาชนมีความเห็นเพิ่มเติมจาก 4 แนวทางเลือกที่ที่ปรึกษาเสนอโดยให้พิจารณารูปแบบทางเลือกที่มีผลกระทบต่อประชาชน จากการโยกย้ายเวนคืนให้น้อยที่สุด จึงได้กำหนดรูปแบบของแนวทางเลือก2 และ 4 เพิ่มเติม เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าแนวอื่นๆ โดยการปรับรูปแบบจากทางยกระดับข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์เป็นลอดใต้ถนนพิศิษฐ์กรณีย์ และลอดใต้ถนนตามผังเมืองรวมสาย ก ขึ้นอีกทางเลือกหนึ่งเป็นแนวทางเลือก 2A และ 4A ดังแสดงในรูปที่ 3


รูปตัดตามยาวของแนวทางเลือกที่ 2 และ 4


รูปตัดตามยาวของแนวทางเลือกกรณีลอดใต้ถนนพิศิษฐ์กรณีย์และถนนตามผังเมืองรวมสาย ก



รูปที่ 3  แนวทางเลือกของโครงการจากผลการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1


ที่ปรึกษาได้ทำการศึกษาเพื่อคัดเลือกแนวสายทางซึ่งได้วิเคราะห์ข้อได้เปรียบข้อเสียเปรียบในแต่ละแนวทางเลือก สรุปได้ดังนี้

แนวทางเลือก 1

รายละเอียด

 
  • ความยาวรวม 2.29   กม.
  • ความยาวอุโมงค์      1,450   ม. (กม.0+710 – กม.2+160)
ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ
  • ระยะทางสั้นที่สุด
  • ไม่มีทางยกระดับ ไม่รบกวนภูมิทัศน์
  • รูปแบบทางแยกที่จุดปลายทางเอื้อต่อกาจัดหาพื้นที่สำหรับ อาคารศูนย์วัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • มีผลกระทบต่อประชาชนและจากการก่อสร้างไม่มากนัก
  • ลอดใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ยาวประมาณ 427 ม.
  • อุโมงค์ค่อนข้างยาว (ยาวกว่าแนวทางเลือกที่ 2,3 และ 4)
  • ประสิทธิภาพทางแยกและโครงข่ายถนนในพื้นที่ป่าตองไม่ดี จำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่ป่าตองเพื่อรองรับปริมาณจราจรจากทางหลวงแนวใหม่
  • ทัศนียภาพในมุมมองผู้ขับขี่ไม่ดี
 

แนวทางเลือก 2

รายละเอียด

 
  • ความยาวรวม      2.95   กม.
  • อุโมงค์ยาว 1,165 ม. (กม.0+785 – กม.1+950)
  • ทางยกระดับยาว  204  ม. (กม.2+205 – กม.2+409)
ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ
  • ประสิทธิภาพทางแยกและโครงข่ายถนนในพื้นที่ป่าตองดี
  • อุโมงค์ยาวไม่มากนัก
  • ทัศนียภาพในมุมมองผู้ขับขี่ค่อนข้างดี
  • สภาพพื้นที่บริเวณปากทางอุโมงค์ฝั่งป่าตอง สามารถจัดหาพื้นที่สำหรับอาคารควบคุมและจุดชมวิวได้
  •  มูลค่าการลงทุนไม่สูงมากนัก (สูงกว่าแนวทางเลือกที่ 3)
  • แนวเส้นทางลอดใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ยาว ประมาณ 282 ม.
  • มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ป่าตองจากการโยกย้ายเวนคืนมากโดยใกล้เคียงกับแนวทางเลือกที่ 4
 

แนวทางเลือก 2A

รายละเอียด

 
  • ความยาวรวม      3.21   กม.
  • อุโมงค์ยาว         2,075             ม.
    (อุโมงค์หิน 1,575 ม. ช่วงกม.0+700 – กม.2+225 และอุโมงค์ในชั้นดินอ่อน 500 ม. ช่วงกม.2+275 – กม.2+275)
  • ทางลอดยาว 390  ม. (กม.2+785 – กม.3+165)
ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ
  • ประสิทธิภาพทางแยกและโครงข่ายถนนในพื้นที่ป่าตองดี
  •  มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ป่าตองจากการโยกย้ายเวนคืนน้อยกว่าแนวทางเลือกที่ 2 และ 4
  • แนวเส้นทางลอดใต้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ยาว ประมาณ 280 ม.
  • อุโมงค์ยาวกว่าแนวทางเลือกอื่นๆ แต่น้อยกว่าแนวทางเลือก 4A
  • มูลค่าการลงทุนสูง   เนื่องจากมีอุโมงค์ในชั้นดินอ่อนยาวประมาณ 500 ม. รวมถึงมีความยุ่งยากในการก่อสร้างมากกว่า
  • สภาพพื้นที่บริเวณปากทางอุโมงค์ฝั่งป่าตอง ไม่สามารถจัดหาพื้นที่สำหรับอาคารควบคุมให้สามารถเป็นจุดชมวิวได้
  • มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในอุโมงค์และผลกระทบต่อระบบระบายน้ำในเมืองป่าตอง
 

แนวทางเลือก 3

รายละเอียด

 
  • ความยาวรวม      2.37   กม.
  • อุโมงค์ยาว 525 ม. (กม.0+660 – กม.1+185)
  • ทางยกระดับยาว 400    ม.
        (กม.1+337 – กม.1+605 และ กม.1+658 – กม.1+790)
ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ
  • อุโมงค์สั้นที่สุด ส่งผลถึงมูลค่าการลงทุนและระยะเวลา ความยากง่ายในการก่อสร้างและบำรุงรักษาน้อยที่สุด
  • สภาพพื้นที่บริเวณปากทางอุโมงค์ฝั่งป่าตอง เอื้อวิสัยทัศน์ของผู้ขับขี่ ทำให้สามารถมองวิวเมืองและทะเลอันดามันได้อย่างชัดเจนและสวยที่สุด
  • รูปแบบทางแยกที่จุดปลายทางเอื้อต่อการจัดหาพื้นที่สำหรับอาคารศูนย์วัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • รูปแบบทางเรขาคณิตด้อยที่สุด
  • มีโครงสร้างทางยกระดับยาวที่สุด 400 ม. ซึ่งอาจส่งผลด้านลบต่อสภาพภูมิทัศน์หากออกแบบด้านสถาปัตย์ไม่ดีพอ
  • ผลกระทบต่อประชาชนมาก โดยเฉพาะบริเวณปากทางอุโมงค์ฝั่งป่าตอง
 

แนวทางเลือก 4

รายละเอียด

 
  • ความยาวรวม      3.00   กม.
  • อุโมงค์ยาว         1,025          ม. (กม.0+800 – กม.1+825)
  • ทางยกระดับยาว             340    ม. (กม.2+186 – กม.2+526)
ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ
  • ประสิทธิภาพทางแยกและโครงข่ายถนนในพื้นที่ป่าตองดี
  • อุโมงค์ยาวไม่มากนัก
  • ทัศนียภาพในมุมมองผู้ขับขี่ค่อนข้างดี
  •  มูลค่าการลงทุนไม่สูงมากนัก (สูงกว่าแนวทางเลือกที่ 3 และใกล้เคียงแนวทางเลือกที่ 2)
  • มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ป่าตองจากการโยกย้ายเวนคืนมากที่สุด
 

แนวทางเลือก 4A

รายละเอียด

 
  • ความยาวรวม      3.25   กม.
  • อุโมงค์ยาว         2,150 ม.
    (อุโมงค์หิน 1,650 ม. ช่วงกม.0+650 – กม.2+300 และอุโมงค์ในชั้นดินอ่อน 500 ม. ช่วงกม.2+300 – กม.2+800)
  • ทางลอดยาว  400  ม. (กม.2+800 – กม.3+200)
ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ
  • ประสิทธิภาพทางแยกและโครงข่ายถนนในพื้นที่ป่าตองดี
  •  มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ป่าตองจากการโยกย้ายเวนคืนน้อยกว่าแนวทางเลือกที่ 2 และ 4
  • อุโมงค์ยาวที่สุดเมื่อเทียบกับแนวทางเลือกอื่นๆ
  • มูลค่าการลงทุนสูง   เนื่องจากมีอุโมงค์ในชั้นดินอ่อนยาวประมาณ 500 ม. รวมถึงมีความยุ่งยากในการก่อสร้างมากกว่า
  • สภาพพื้นที่บริเวณปากทางอุโมงค์ฝั่งป่าตอง ไม่สามารถจัดหาพื้นที่สำหรับอาคารควบคุมให้สามารถเป็นจุดชมวิวได้
  • มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในอุโมงค์และผลกระทบต่อระบบระบายน้ำในเมืองป่าตอง
 

ซึ่งจากผลการศึกษาทางวิชาการ แนวทางเลือกที่2 มีความเหมาะสมที่สุด  และได้นำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาแนวทางเลือก เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมดาหลา 1 โรงแรม ภูเก็ตเกรซแลนด์ รีสอร์ทแอนด์สปา หาดป่าตอง มีประชาชนผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในเขตพื้นที่โครงการเข้าร่วมประชุมประมาณ 400 คน ประกอบด้วยประชาชนจากชุมชนบ้านมอญซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ของเมืองป่าตองที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างอุโมงค์ตามแนวทางเลือกที่เหมาะสมจากผลการศึกษา ประมาณ 80 คน และประชาชนจากชุมชนอื่นๆ ที่เห็นด้วยและสนับสนุนการพัฒนาโครงการ อีกประมาณกว่า 300 คน

กระแสการไม่เห็นด้วยกับแนวทางเลือกที่ 2 ของชุมชนชาวบ้านมอญ เนื่องจากแนวเส้นทางโครงการผ่านบริเวณชุมชนบ้านมอญ ซึ่งจะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมมีความไม่เห็นด้วยใน 2 เหตุผลหลักคือ 1) ทำให้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ชาวบ้านมอญนั้นเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ชาวบ้านอาศัยมาเป็นเวลานาน เหลืออยู่เพียงชุมชนเดียวสูญหาย 2) คิดว่าการเวนคืนนั้นราคาที่ได้มาเชื่อว่าชาวบ้านไม่สามารถที่จะไปหาซื้อบ้านสำหรับอยู่อาศัยได้ อาชีพของชาวบ้านก็จะถูกทำลาย รวมทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ที่ปรึกษาได้ลงพื้นที่เพื่อพบปะผู้นำและประชาชนชุมชนบ้านมอญในระหว่างวันที่ 5-6 มิถุนายน 2553 ได้รับทราบข้อคิดเห็นและผลกระทบจากแนวเส้นทางโครงการ และได้รับข้อเสนอแนะในแนวเส้นทางโครงการที่ไม่ผ่านชุมชนบ้านมอญและคาดว่าจะเกิดกระแสการไม่เห็นด้วยกับแนวเส้นทางน้อยกว่า คือการใช้ถนนท้องถิ่นเดิมเลียบเชิงเขา   กมลา โดยมี 2 ทางเลือก ดังแสดงในรูปที่ 4 ประกอบด้วย



ทางเลือกที่ 1 แนวเส้นทางออกจากทางหลวงหมายเลข 4029 บริเวณซอยคลินิกพญ.ชนิดา ไปทาง  ป่าเขากมลา ผ่านสนามแข่งรถ Ko-cart Speedway ตามแนวถนนเดิมซ้อนทับถนนคอนกรีตเดิมกว้างประมาณ 6 ม. ระยะทางประมาณ 1 กม. และเป็นทางดินประมาณ 500 เมตร   จากนั้นตัดไปตาม ไหล่เขาโดยทำเป็นทางยกระดับผสมกับทางระดับดิน ระทางประมาณ 1.2 กม. ผ่านด้านหลังของ       ซีเพิร์ล วิลล่าและบรรจบกับแนวถนนเดิมบริเวณท้ายซอยพระบารมี 3 ถนนเดิมกว้างประมาณ 6 ม. ระยะทางประมาณ 700 เมตร  สิ้นสุดแนวเส้นทางบริเวณสี่แยกถนนผังเมืองรวมสาย ก ตัดกับถนนพระบารมี  ระยะทางรวมประมาณ 3,200 เมตร

ทางเลือกที่ 2 จุดเริ่มต้นโครงการเริ่มจากทางหลวงหมายเลข 4020 ซอยข้างตลาดกลางค้าปลีก-ค้าส่งหลวงอำนาจนรารักษ์ ห่างจากแยกกะทู้ประมาณ 120 ม. ซ้อนทับถนนคอนกรีตเดิมกว้างประมาณ    8-10 ม. ยาวประมาณ 500 เมตร จากนั้นผ่านถนนลูกรังซึ่งเป็นถนนของเอกชนยาวประมาณ 600 เมตร ผ่านด้านหลังของสนามแข่งรถ Ko-cart Speedway เชื่อมกับถนนคอนกรีตตามทางเลือกที่ 1 ระยะทางรวมประมาณ 3,600 เมตร


รูปที่ 4 แนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำ

อนึ่ง จากการตรวจสอบข้อมูลทุติยภูมิตามแนวเส้นทางดังกล่าวนี้ พบว่าอาจมีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่อนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ถนนคอนกรีตเดิมมีระดับที่สูงกว่า +80 ม.รทก. ซึ่งตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 120 ตอนพิเศษ 113ง ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 ซึ่งหมดระยะเวลาการใช้บังคับเมื่อสิ้นกันยายน 2552 กำหนดว่าไม่สามารถก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ อย่างไรก็ตามปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศกระทรวงฉบับใหม่แล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2552      ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาเพื่อเสนอขออนุมัติบังคับใช้ ซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีระดับสูงกว่า +80 ม.รทก. โดยเพิ่มข้อยกเว้นในกรณีสาธารณูปโภคของรัฐ แต่ยังคงห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ ในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 50

 

 

การพิจารณาแนวทางเลือกตามที่ชุมชนแนะนำ

ที่ปรึกษาได้ทำการศึกษา รวบรวมข้อมูล และออกสำรวจสภาพพื้นที่ตามแนวเส้นทางที่ชุมชนแนะนำพบว่า จุดเริ่มต้นแนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำตามแนวทางเลือกที่ 1 เป็นอาคารพาณิชย์บริเวณสนามแข่งรถ Ko-cart Speedway     ฝั่งเขากมลา ดังแสดงในรูปที่ 5 และมีถนนคอนกรีตเดิมกว้างประมาณ 6 เมตร ซึ่งหากมีการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่จะต้องเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างริมทางหลวงหมายเลข 4029 เพิ่มเติม



รูปที่ 5  สภาพพื้นที่บริเวณใกล้เคียงจุดเริ่มต้นของแนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำ

ในขณะที่จุดสิ้นสุดแนวเส้นทางดังกล่าวจะอยู่ที่บริเวณตรงข้ามกับทางแยกถนนพระบารมี (ทางหลวงหมายเลข 4029) ตัดกับถนนตามผังเมืองรวมสาย ก สภาพพื้นที่สภาพปัจจุบันของถนนพระบารมีบริเวณนี้มีลักษณะเป็นสามแยกควบคุมด้วยสัญญาณไฟจราจร สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่น ดังนั้นจึงกำหนดให้ถนนโครงการเชื่อมต่อกับถนนผังเมืองรวมสาย ก โดยตรง   ด้วยสะพานข้ามทางแยกขนาด 4 ช่องจราจรยกข้ามถนนพระบารมี  ยาวประมาณ 550 ม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางแยกนี้ให้ดียิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตามรูปแบบนี้จะต้องมีการเวนคืนอาคารบ้านเรือนริมถนนผังเมืองรวมสาย ก ประมาณ 60 หลัง   โรงแรม 14 หลัง  อาคารพาณิชย์  6 หลัง  บ้านพักอาศัย 40 หลัง รวมพื้นที่ประมาณ 17 ไร่    2 งาน 4 ตารางวา


รูปที่ 6  สภาพพื้นที่บริเวณใกล้เคียงจุดสิ้นสุดของแนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำ

สำหรับจุดเริ่มต้นแนวเส้นทางตามแนวทางเลือกที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นจากทางหลวงหมายเลข 4020 ซอยข้างตลาดกลางค้าปลีก-ค้าส่งหลวงอำนาจนรารักษ์ ห่างจากแยกกะทู้ประมาณ 120 ม.  ไม่มีความเหมาะสมทางวิศวกรรม เนื่องจากมีอาคารขนาดใหญ่ที่จะถูกรื้อถอนเนื่องจากการก่อสร้าง รวมถึงการที่จุดบรรจบทางหลวงหมายเลข 4020 อยู่ใกล้กับ   ทางแยกสี่กอเดิมมากเกินไป จะทำให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้เส้นทางและจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนบริเวณทางแยกค่อนข้างมากกรณีการต่อขยาย หรือปรับปรุงรูปแบบทางแยกเพื่อรองรับปริมาณจราจรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต จึงตัดทางเลือกที่ 2 ออกจากการศึกษาในครั้งนี้ และศึกษาแนวทางเลือกที่ 1 ใน 2 รูปแบบคือ

 

รูปแบบที่ 1 –   กรณีเป็นถนนระดับดินผสมกับทางยกระดับตามแนวทางเลือกที่ 1 ที่ชุมชนแนะนำ มีความยาวรวมประมาณ 3.375 กิโลเมตร ประกอบด้วยทางยกระดับยาวประมาณ 1 กิโลเมตร และช่วงที่เป็นดินตัดประมาณ 1.35 กิโลเมตร แสดงในรูปที่ 7


รูปที่ 7 การศึกษาแนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำ- รูปแบบที่ 1

หากพิจารณาบริเวณที่เป็นดินตัด ช่วงประมาณ กม.2+200 ถึง กม.2+500 จะมีดินตัดสูงถึงประมาณ 40-50 เมตร   ซึ่งจะสูญเสียพื้นที่ป่าไม้มาก และเกิดความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินบริเวณลาดชันสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนจึงมีข้อเสียเปรียบมากในรูปแบบนี้


นอกจากนี้ พบว่าแนวเส้นทางตามรูปแบบถนนระดับดิน จะมีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่อนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ถนนคอนกรีตเดิมมีระดับที่สูงกว่า +80 ม.รทก. ซึ่งตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 120 ตอนพิเศษ 113ง ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 ซึ่งหมดระยะเวลาการใช้บังคับเมื่อสิ้นกันยายน 2552 กำหนดว่าไม่สามารถก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ อย่างไรก็ตามปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศกระทรวงฉบับใหม่แล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาเพื่อเสนอขออนุมัติบังคับใช้ ซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีระดับสูงกว่า +80 ม.รทก. โดยเพิ่มข้อยกเว้นในกรณีสาธารณูปโภคของรัฐ แต่ยังคงห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ ในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งแนวเส้นทางตามรูปแบบนี้จะมีบางช่วงที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 50 ดังแสดงในรูปที่ 8

รูปที่ 8 การซ้อนทับพื้นที่ความลาดชันกับแนวเส้นทางเลือกของโครงการ

 
รูปแบบที่ 2 – กรณีเป็นอุโมงค์ยาว 2.5 กิโลเมตร (รูปที่ 9)

รูปที่ 9 การศึกษาแนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำ- รูปแบบที่ 2

จะเห็นได้ว่า แนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าวข้างต้นจะมีความสอดคล้องกับแนวเส้นทางที่ได้จากรายงานการศึกษาแนวทางเลือกของอุโมงค์กะทู้-ป่าตองเมื่อปี พ.ศ.2544 และปี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นแนวที่ประชาชนได้รับทราบมาตั้งแต่ครั้งนั้นว่าเป็นแนวที่มีความเหมาะสม แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่เป็นถนนระดับดินดังกล่าวข้างต้น

ทั้งนี้จากการประเมินข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบในเบื้องต้น ระหว่างแนวเส้นทางตามผลการศึกษา (แนวทางเลือกที่ 2) กับแนวเส้นทางตามที่ชุมชนแนะนำ พบว่า แนวเส้นทางตามผลการศึกษามีข้อได้เปรียบในเกือบทุกปัจจัย

โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ กรณีที่เป็นถนนระดับดิน   แนวเส้นทางโครงการ จะมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใดๆ ในขณะที่กรณีเป็นอุโมงค์ซึ่งมีความยาวอุโมงค์มากกว่า รูปแบบตามแนวที่ได้จากผลการศึกษาเกินกว่า 2 เท่า จะมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์ของโครงการ เนื่องจากราคาค่าลงทุนโครงการที่สูงขึ้นมาก ในขณะที่ปริมาณจราจรที่เข้ามาใช้โครงการน้อยกว่าแนวตามผลการศึกษา

ต่อมาเทศบาลเมืองป่าตองได้รับหนังสือจากประชาชนชุมชนบ้านมอญ ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2553 เรื่องคัดค้านการจัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่ เชื่อมต่อกะทู้ – ป่าตอง ซึ่งไม่เห็นด้วยในการก่อสร้างอุโมงค์ลอดเขานาคเกิด โดยให้เหตุผลว่าจะได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบต่างๆ จากการดำเนินการตามโครงการ ประกอบด้วย
1.

ชุมชนบ้านมอญเป็นชุมชนที่เก่าแก่และมีวิถีชีวิตเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวป่าตองโดยแท้จริง ผลที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อ
ความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของประชาชน ไม่สามารถหาที่ดินในป่าตองได้เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ถูกนายทุน
กว้านซื้อไปหมดแล้ว
2. ชาวบ้านจะไม่ได้รับค่าเวนคืนตามสภาพความเป็นจริงของราคาที่ดิน เพราะไม่สามารถหาหลักฐานอ้างอิงต่อทางราชการได้
3.   สะพานลอยข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ จะอยู่ในระดับสูงกว่าราชปาทานุสรณ์ซึ่งเป็นสถานที่เคารพสักการะของชาวตำบลป่าตอง
4.   สภาพสิ่งแวดล้อม ทัศนียภาพ ที่สวยงามของบ้านป่าตองจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากอุโมงค์ ที่อยู่
บริเวณที่มีลำธารที่ชาวบ้านเรียกว่า บางท่อออกและลำธารบางโตน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของชุมชนบ้านมอญ

เทศบาลเมืองป่าตอง จึงได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554 ตามหนังสือเลขที่ ภก 52106/2252 โดยที่ประชุมมีมติให้ที่ปรึกษาระงับการทำงานตามสัญญาลงชั่วคราว เพื่อให้เทศบาลฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยรวมถึงสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามแนวเส้นทางดังกล่าวก่อนการดำเนินการศึกษาในขั้นตอนถัดไป จนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554 เทศบาลฯ ได้มีหนังสือถึงที่ปรึกษาเลขที่ ภก ๕๒๑๐๕/๒๔ แจ้งว่าเทศบาลฯ ได้แก้ไขข้อขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ของประชาชนตามแนวทางเลือกที่ 2 ที่ โดยให้ปรับแนวเส้นทางอุโมงค์ลงไปใกล้ถนนห้าสิบปี เพื่อลดชุมชนบ้านมอญ อยู่ห่างจากราชปาทานุสรณ์ ดังแสดงในรูปที่10 และให้ที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาในขั้นตอนถัดไปตามข้อกำหนดในสัญญาให้แล้วเสร็จ

ผลการคัดเลือกแนวทางเลือกที่เหมาะสม


หลักเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบเพื่อเลือกแนวทางเลือก มีดังนี้
ลำดับ
ปัจจัยพิจารณา
ข้อมูลในการพิจารณา
คะแนน
น้ำหนัก
1. ด้านวิศวกรรมและจราจร


 
  1.1   ความยาวของแนวเส้นทาง ระยะทางของแนวทางเลือกถึงถนนผังเมืองรวมสาย ก. 4
  1.2   รูปร่างทางเรขาคณิตของแนวเส้นทาง

การเปลี่ยนแปลงโค้งทางราบ
การเปลี่ยนแปลงโค้งทางดิ่ง

3
3
  1.3   การก่อสร้าง

ระยะเวลาในการก่อสร้าง
ความยากง่ายในการก่อสร้าง
ผลกระทบจากการก่อสร้าง

3
3
3
  1.4    ประสิทธิภาพของโครงข่ายถนน ประสิทธิภาพของโครงข่ายถนนที่รองรับ 4
  1.5   ระดับการให้บริการ

ปริมาณจราจรที่คาดว่าจะมาใช้เส้นทาง
ระดับการให้บริการทางแยก

4
4
  รวมด้านวิศวกรรมและจราจร 30
2. ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน    
  2.1       ผลประโยชน์ที่ได้รับ

การประหยัดระยะทางในการใช้รถ VOC
การประหยัดเวลาในการเดินทาง VOTการประหยัดมูลค่าอุบัติเหตุ ACC

5
5
5

2.2       มูลค่าการลงทุน

ค่าลงทุนเริ่มต้น
ค่าเวนคืนที่ดิน
ค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้าง
ค่าบำรุงรักษา

5
3
4
3

  รวมด้านเศรษฐกิจและการลงทุน 30
  3.1 ด้านธรณีวิทยา อุทกธรณีวิทยา และการเกิดแผ่นดินไหว    
  3.1.1 ความเสี่ยงจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาและการเกิด
แผ่นดินไหว

แนวรอยเลื่อนที่ตัดผ่านโครงสร้างอุโมงค์
ความยาวโครงสร้างยกระดับ
ระยะทางโครงสร้างต่อเนื่องที่ต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดิน

1
2
3

3.1.2 การเปลี่ยนแปลงสภาพการไหลของน้ำใต้ดิน
  3.2 ด้านทรัพยากรดิน    
  3.2.1 การเพิ่มโอกาสการชะล้างพังทลายของดิน

ความยาวของช่วงที่มีดินตัด-ถมมากกว่า 5 ม.

4
3.2.2 การเพิ่มโอกาสต่อการเกิดดินถล่ม ขนาดพื้นที่ที่ตัดผ่านพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูง 4
  3.3 ด้านคุณภาพอากาศ เสียง และความ สั่นสะเทือน    
 

3.3.1 ผลกระทบระยะก่อสร้าง
3.3.2 ผลกระทบระยะเปิดใช้งาน

    
ผลรวมปริมาณดินตัด-ดินถม 2
จำนวนตอม่อ 1
ความยาวของโครงสร้างที่มีลักษณะอับอากาศ 4
จำนวนสิ่งปลูกสร้างในระยะ 100 ม. จากเขตทาง 2
  3.4 ด้านนิเวศวิทยาบนบก (พื้นที่อนุรักษ์/คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

ระยะทางผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์

3
  3.5 ด้านการโยกย้าย/เวนคืน และทดแทนทรัพย์สิน

จำนวนสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรื้อย้าย

5
ขนาดที่ดินที่ต้องเวนคืน 4
  3.6 ด้านการท่องเที่ยวและทัศนียภาพ

ทัศนียภาพและมุมมอง

3
ศักยภาพของพื้นที่ต่อแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ 2
  รวมด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม 40
  รวมทั้งสิ้น 100
 

ผลการคัดเลือกแนวเส้นทาง

จากแนวคิดในการกำหนดแนวทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ทั้ง 6 แนวทางเลือก  มีความแตกต่างกันไปในด้านต่างๆ อาทิเช่น แนวคิดทางด้านวิศวกรรมงานทาง รูปแบบการเดินทาง ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ ค่าการลงทุน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสังคม ต่อชุมชนและต่อการดำรงชีวิต ซึ่งในกระบวนการศึกษาได้พิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบ  จนได้แนวทางเลือกที่มีความพร้อมทั้งในด้านวิศวกรรมและจราจร ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ตารางที่1 แสดงคะแนนรวมแต่ละปัจจัยหลักของแต่ละแนวทางเลือก สรุปได้ว่าแนวทางเลือกที่ 2 เป็นแนว  ทางเลือกที่ได้รับคะแนนรวมสูงสุดคือ 75.30 คะแนน แนวทางเลือกที่ 4 ได้รับคะแนนรองลงมาคือ 71.44 คะแนน  ในขณะที่แนวทางเลือกที่ 2A แนวทางเลือกที่  4A และแนวทางเลือกที่ 3 ได้คะแนนลดหลั่นกันลงมาคือ 68.13, 66.23 และ 61.99 คะแนนตามลำดับ ส่วนแนวทางเลือกที่ 1 ได้คะแนนต่ำที่สุดคือ 59.01 คะแนน

ตารางที่ 1 สรุปผลการพิจารณาเปรียบเทียบแนวทางเลือกของโครงการ

ปัจจัยการพิจารณา แนวทางเลือก
1 2 2A 3 4 4A
ด้านวิศวกรรมและจราจร 19.76 24.05* 21.38 19.24 23.44 20.23
ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน 17.50 25.25* 20.75 22.25 24.25 20.75
ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม 21.75 26.00* 26.00* 20.50 23.75 25.25
รวม 59.01 75.30 68.13 61.99 71.44 66.23
การจัดลำดับการเปรียบเทียบ 6 1 3 5 2 4

หมายเหตุ  * คือคะแนนสูงสุดของปัจจัย

 

ปัจจัยด้านวิศวกรรมและจราจร

ในการพิจารณาให้คะแนนปัจจัยด้านนี้แนวทางเลือกที่มีคะแนนมากที่สุดคือแนวทางเลือกที่ 2 โดยแนวทางเลือกที่ 4     มีคะแนนตามมาเป็นอันดับ 2 ทั้งนี้เนื่องจากความยาวของอุโมงค์ที่ไม่ยาวจนเกินไป  ประกอบกับมีประสิทธิภาพในด้านการจราจรและโครงข่ายถนนที่ดีกว่าแนวทางเลือกที่ 1 และแนวทางเลือกที่ 3 ที่เชื่อมกับถนนพิศิษฐ์กรณีย์ซึ่งมีความสามารถในการรองรับปริมาณการจราจรได้ค่อนข้างต่ำ แตกต่างกับถนนผังเมืองรวมสาย ก  ที่สามารถรองรับและกระจายการจราจรได้ดีกว่า แม้ว่าแนวทางเลือกที่ 3 จะมีความยาวอุโมงค์ที่สั้นที่สุดและก่อสร้างง่ายที่สุด  แต่ข้อเสียเปรียบในด้านจราจรทำให้ไม่สามารถชนะแนวทางเลือกอื่นๆ ได้   ส่วนแนวทางเลือก 2A และ 4A แม้จะมีประสิทธิภาพด้านการจราจรเทียบเท่าแนวทางเลือกที่ 2 และแนวทางเลือกที่ 4 แต่ก็มีข้อเสียเปรียบในด้านการก่อสร้างมากเนื่องจากต้องมีการสร้างอุโมงค์ในดินอ่อน และอุโมงค์มีความยาวกว่าประมาณ 2 เท่า

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

แนวทางเลือกที่ได้คะแนนมากที่สุดในปัจจัยด้านนี้คือแนวทางเลือกที่ 2 ในขณะที่ทางเลือกที่ 4 และ 3 ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ แม้ทางเลือกที่ 3 จะมีความยาวอุโมงค์ที่สั้นกว่ามากแต่ในการพิจารณาเปรียบเทียบจะต้องคำนึงถึงการขยายถนนพิศิษฐ์กรณีย์เพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เข้ามาใช้ทางด้วยเช่นเดียวกับแนวทางเลือกที่ 1 ซึ่งได้คะแนนต่ำที่สุดทั้งนี้การเข้าเชื่อมถนนพิศิษฐ์กรณีย์นั้น จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเนื่องจากปริมาณการจราจรที่มาใช้เส้นทางจะน้อยกว่ากรณีเข้าเชื่อมถนนผังเมืองรวมสาย ก  สำหรับแนวทางเลือกที่ 2A และ 4A แม้จะมีผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีแต่ด้วยเงินลงทุนค่าก่อสร้างที่สูงมากทำให้แพ้ไปในที่สุด

ปัจจัยด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สำหรับการพิจารณาปัจจัยด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม แนวทางเลือกที่ได้คะแนนมากที่สุดคือแนวทางเลือกที่ 2 และ   2A ซึ่งมีแนวเส้นทางผ่านชุมชนป่าตองไปจนเชื่อมกับถนนผังเมืองรวมสาย ก  แต่ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยค่อนข้างเบาบางทำให้มีผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ไม่มากนัก   เมื่อเทียบกับแนวทางเลือกที่ 1 และ 3 ซึ่งจำเป็นต้องมีทางแยกในการเข้าเชื่อมรวมถึงการขยายถนนพิศิษฐ์กรณีย์จนถึงถนนตามผังเมืองรวมสาย ก เพื่อรองรับปริมาณจราจรทำให้มีผลกระทบกับที่ดินและบ้านเรือนของประชาชนมากจึงได้รับคะแนนในด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด   สำหรับแนวทางเลือกที่ 4 และ  4A ซึ่งเป็นแนวที่ไม่ผ่านผืนป่าอนุรักษ์ จึงมีข้อได้เปรียบในด้านนี้กว่าแนวทางเลือกที่ 2 และ  2A แต่ด้วยข้อเสียเปรียบด้านอื่นทำให้ได้รับคะแนนในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 4 และ 3 ตามลำดับ

กล่าวโดยสรุปจะเห็นว่าแนวทางเลือกที่ 2 มีความเหมาะสมที่สุดที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการศึกษาในขั้นตอนถัดไป  ทั้งนี้จะได้คำนึงถึงข้อคิดเห็นและเสนอแนะที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งฝั่ง อ.กะทู้ และฝั่งป่าตอง รวมถึงการคำนึงถึงผลคะแนนในปัจจัยที่ได้คะแนนค่อนข้างน้อย มาพิจารณาปรับปรุงและเพิ่มมาตรการให้สามารถลดข้อด้อยต่างๆให้ดียิ่งขึ้นประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด (EIA) จะช่วยให้ได้แนวเส้นทางและรูปแบบโครงการมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

สรุปผลการคัดเลือกแนวทางเลือกที่เหมาะสม

จากแนวเส้นทาง ทางเลือกที่2 โดยให้ปรับแนวเส้นทางอุโมงค์ลงไปใกล้ถนนห้าสิบปี เพื่อลดชุมชนบ้านมอญ อยู่ห่างจากราชปาทานุสรณ์  สรุปแนวเส้นทางที่แนวเส้นทางและรูปแบบขององค์ประกอบโครงการ ดังนี้

 

แนวเส้นทางที่เหมาะสม คือ แนวทางเลือกที่ 2 โดยปรับแนวลงมาใกล้ถนนห้าสิบปี เพื่อลดผลกระทบกับราชประชานุสรณ์ และบริเวณชุมชนดั้งเดิม
โครงการ เริ่มต้นโดยเบี่ยงออกจากทางหลวงหมายเลข 4029       ที่ประมาณ กม. 0+850 มาทางด้านฝั่งซ้าย (ฝั่งทิศใต้)  เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร ทางแยกบริเวณนี้เป็นทางแยกระดับดิน ควบคุมการจราจรด้วยระบบสัญญาณไฟ โดยในอนาคตเมื่อปริมาณจราจรมากขึ้นอาจก่อสร้างสะพานลอยข้ามแยกตามแนวทางหลวงหมายเลข 4029 เพื่อลดจังหวะของรอบสัญญาณไฟได

 



แนวเส้นทางจะเบี่ยงตัวลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และลอดใต้ป่าเขานาคเกิด โดยเข้าสู่ช่วงโครงสร้างปากอุโมงค์ (Portal) ประมาณ กม. 0+565 และเป็นโครงสร้างอุโมงค์ลอดใต้ป่าเขานาคเกิดที่ กม.0+600  อุโมงค์จะผายออกจนเป็นรูปตัดทั่วไปของอุโมงค์ที่ กม.0+740 และคงระยะห่างไว้ถึงประมาณ กม.1+900 จึงจะเริ่มลู่เข้าหากันจนถึงปากอุโมงค์ที่ กม. 2+145 ที่ระดับความสูงประมาณ +45.65 ม.รทก. รวมความยาวของอุโมงค์ 1,580 ม.

จากนั้นแนวเส้นทางจะเป็นโครงสร้างสะพานข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ยาว 504 ม. ความยาวช่วงสะพาน (30+3@36+30) จำนวน 3 ช่วง โดยมีจุดสิ้นสุดโครงสร้างอยู่ที่ กม. 2+686 และเข้าเชื่อมกับถนนตามผังเมืองรวมสาย ก ที่บริเวณใกล้อาคาร APK Resort ฝั่งเหนือ รวมความยาวประมาณ 3.07 กม.
รูปแบบทางแยกจุดบรรจบถนนตามแนวผังเมืองรวมสาย ก มีลักษณะเป็นทางแยกระดับดิน และหากมีปริมาณจราจรสูง  อาจก่อสร้างเป็นสะพานลอยข้ามทางแยกตามแนวถนนผังเมืองรวมสาย ก ได้ในอนาคต

 
    รูปแบบถนน ขนาด 4 ช่องจราจร
    รูปแบบอุโมงค์เป็นแบบอุโมงค์คู่ ขนาดอุโมงค์ละ 2 ช่องจราจร วางห่างกันประมาณ 25 ม. บริเวณ ปากทางอุโมงค์ (Portal) อยู่ติดกัน
    โครงสร้างยกระดับเป็นรูปแบบคานคอนกรีตอัดแรงรูปกล่องหล่อในที่ (Cast-in-situ Prestressed Concrete Box Girder)